ไบโอติน
เผาผลาญไขมัน
วิตามินบี2
ลดไมเกรน
โครเมียม
คุมระดับน้ำตาลในเลือด
วิตามินบี1
บำรุงสมอง
วิตามินเค
ป้องกันเลือดไหลไม่หยุด
วิตามินบี12
ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
ลูทีน
ป้องกันความดันโลหิตสูง
ไลโคปีน
ชะลอริ้วรอย
วิตามินบี6
ลดระดับน้ำตาลในเลือด
วิตามินดี
กระดูกและฟันแข็งแรง
โซเลียม ฮัสค์
ลดไขมันในเลือดและเบาหวาน ควบคุมน้ำหนัก
กรดโฟลิก
ป้องกันโลหิตจาง
วิตามินอี
ป้องกันขาดสารอาหาร
เบต้ากลูแคน
ลดระดับคอเลสเตอรอล
แคลเซียม
บำรุงกระดูกและฟัน
แมกนีเซียม
บำรุงกล้ามเนื้อและระบบประสาท
วิตามินเอ
บำรุงสายตา
โปรตีนถั่วเหลือง
ลดระดับคอเลสเตอรอล
ซิลีเนียม
ชะลอริ้วรอยก่อนวัย
ไนอาซินลดระดับคอเลสเตอรอล
คอเลสเตอรอล
0 กรัม
พลังงาน
210 Cal
โปรตีน
13 กรัม
ไขมัน
1.5 กรัม
ไขมันอิ่มตัว
0 กรัม
โซเดียม
0.075 กรัม
ใยอาหาร
5 กรัม
คาร์โบไฮเดรต
35 กรัม
 
 
  • โกโก้

    Bijo
    โปรตีน สารอาหารและใยอาหารสูง ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เพียงพอต่อความต้องการ ของร่างกาย...
    Read More
  • ไซเลี่ยม ฮัสค์

    Bijo
    โปรตีน สารอาหารและใยอาหารสูง ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เพียงพอต่อความต้องการ ของร่างกาย...
    Read More
  • โปรตีนถั่วเหลือง

    Bijo
    โปรตีน สารอาหารและใยอาหารสูง ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เพียงพอต่อความต้องการ ของร่างกาย...
    Read More
  • เบต้ากลูแคน

    Bijo
    โปรตีน สารอาหารและใยอาหารสูง ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เพียงพอต่อความต้องการ ของร่างกาย...
    Read More
  • ซีลีเนียม

    Bijo
    โปรตีน สารอาหารและใยอาหารสูง ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เพียงพอต่อความต้องการ ของร่างกาย...
    Read More
  • Lutein

    Bijo
    โปรตีน สารอาหารและใยอาหารสูง ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เพียงพอต่อความต้องการ ของร่างกาย...
    Read More
  • วิตามินดี

    Bijo
    โปรตีน สารอาหารและใยอาหารสูง ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เพียงพอต่อความต้องการ ของร่างกาย...
    Read More
  • วิตามิน B6

    Bijo
    โปรตีน สารอาหารและใยอาหารสูง ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เพียงพอต่อความต้องการ ของร่างกาย...
    Read More
  • วิตามินบี12

    Bijo
    โปรตีน สารอาหารและใยอาหารสูง ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เพียงพอต่อความต้องการ ของร่างกาย...
    Read More
  • วิตามินบี 2

    Bijo
    โปรตีน สารอาหารและใยอาหารสูง ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เพียงพอต่อความต้องการ ของร่างกาย...
    Read More
  • วิตามินเค

    Bijo
    โปรตีน สารอาหารและใยอาหารสูง ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เพียงพอต่อความต้องการ ของร่างกาย...
    Read More
  • วิตามินบี1

    Bijo
    โปรตีน สารอาหารและใยอาหารสูง ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เพียงพอต่อความต้องการ ของร่างกาย...
    Read More
  • โครเมียม

    Bijo
    โปรตีน สารอาหารและใยอาหารสูง ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เพียงพอต่อความต้องการ ของร่างกาย...
    Read More
  • กรดโฟลิก

    Bijo
    โปรตีน สารอาหารและใยอาหารสูง ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เพียงพอต่อความต้องการ ของร่างกาย...
    Read More
  • ดีไบโอติน

    Bijo
    โปรตีน สารอาหารและใยอาหารสูง ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เพียงพอต่อความต้องการ ของร่างกาย...
    Read More
×
โกโก้ (Cocoa)
ไซเลี่ยม ฮัสค์ (Psyllium Seed Hush)
โปรตีนถั่วเหลือง (Soy protein)
แมกนีเซียม
แคลเซียม
สังกะสี (Zinc)
เบต้ากลูแคน (Beta glucan)
วิตามินอี (Vitamin E)
วิตามิน บี 3 ไนอาซิน (niacin)
ซีลีเนียม (Selenium)
วิตามินเอ (Vitamin A)
ลูทีน(Lutein)
ไลโคปีน (Lycopene)
วิตามินดี(Vitamin D)
วิตามิน B6(Vitamin B6)
วิตามินบี12 (Cobalamin)
วิตามินบี 2 (Vitamin B2)
วิตามินเค (Vitamin K)
วิตามินบี1(Vitamin B1)
โครเมียม(Chromium)
กรดโฟลิก (Folic acid)
ดีไบโอติน (D-Biotin)
โกโก้ (Cocoa)
ไซเลี่ยม ฮัสค์ (Psyllium Seed Hush)
โปรตีนถั่วเหลือง (Soy protein)
แมกนีเซียม
แคลเซียม
สังกะสี (Zinc)
เบต้ากลูแคน (Beta glucan)
วิตามินอี (Vitamin E)
วิตามิน บี 3 ไนอาซิน (niacin)
ซีลีเนียม (Selenium)
วิตามินเอ (Vitamin A)
ลูทีน(Lutein)
ไลโคปีน (Lycopene)
วิตามินดี(Vitamin D)
วิตามิน B6(Vitamin B6)
วิตามินบี12 (Cobalamin)
วิตามินบี 2 (Vitamin B2)
วิตามินเค (Vitamin K)
วิตามินบี1(Vitamin B1)
โครเมียม(Chromium)
กรดโฟลิก (Folic acid)
ดีไบโอติน (D-Biotin)
 
โกโก้ (Cocoa)
Red leaf

สรรพคุณของโกโก้
โกโก้เป็นแหล่งสำคัญของ polyphenol ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ
เมล็ดมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นประสาท ช่วยบรรเทาภาวะของโรคเครียด โรคซึมเศร้า
ช่วยลดระดับไขมันในเลือด
ช่วยลดความดันโลหิต
ช่วยระดับลดน้ำตาลในเลือด
theobromine เป็นสารอัลคาลอยด์ที่แยกได้จากเมล็ดโกโก้ มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ ขยายหลอดเลือด นิยมใช้เมื่อมีอาการบวมเกี่ยวกับโรคหัวใจ
ช่วยป้องกันฟันผุ (เมล็ด)
theobromine มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ จึงใช้เป็นยาขับปัสสาวะได้
ช่วยทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว แก้หอบหืดคล้ายกับฤทธิ์ของ Theophylline แต่ถ้ากินเมล็ดมาก ๆ ก็อาจทำให้เสพติดได้
ช่วยบรรเทาอาการอักเสบ
ในประเทศฟิลิปปินส์จะใช้น้ำต้มจากรากโกโก้เป็นยาขับระดูของสตรี
theobroma oil หรือ cocoa butter เป็นไขมันที่แยกออกเมื่อนำเมล็ดโกโก้มาคั่ว theobroma oil ใช้เป็นยาพื้นในการเตรียมยาเหน็บและเครื่องสำอาง
ประโยชน์ของโกโก้ ในการดูแลสุขภาพ
โกโก้ช่วยเสริมสร้างหัวใจให้แข็งแรง
ผู้อำนวยการสถาบันผู้หญิงและหัวใจของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเมืองนิวยอร์ค เปิดเผยว่า สารฟลาโวนอยด์ที่อยู่ในโกโก้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบหัวใจ ซึ่งเจ้าสารตัวนี้แหละที่ช่วยลดความดันโลหิต รวมทั้งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี อันเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย จุดเด่นของมันคือช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ เพียงแค่รับประทานเป็นประจำวันละ 1 ช้อนโต๊ะ เป็นอย่างน้อย โดยจะชงเป็นเครื่องดื่มตอนเช้า หรือโรยผงโกโก้ลงบนอาหารเช้า เช่นอ้าวโอ๊ตก็ได้ แล้วแต่คุณจะเนรมิตเลย ยังไงคุณก็ได้รับประโยชน์จากโกโก้แบบเต็มๆ เช่นกัน
โกโก้ช่วยคลายเครียด
เอ้า! เรื่องจริงนะคุณ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องทานของหวานเวลาเครียดๆ แล้วล่ะก็ โก้โก้นี่แหละคือคำตอบ เพราะนายแพทย์ อลัน เฮิร์ช ผู้ก่อตั้งองค์การวิจัยและการรักษาด้วยกลิ่นและรสชาติ เปิดเผยว่า ผลโกโก้มีกลิ่นหอม หวาน ซึ่งช่วยทำให้คุณเกิดความรู้สึกพึงพอใจเมื่อได้กลิ่น และเจ้ากลิ่นตัวนี้จะไปกระตุ้นสารสื่อประสาทที่อยู่ในสมอง ซึ่งถูกจำลองให้เหมือนกับการที่เรารับประทานช็อกโกแล็ต ทำให้ผ่อนคลาย หายเครียดแถมฟินไปนานเลยว่ามั้ยสาวๆ
โกโก้ช่วยบำรุงผิวพรรณ
ร้องกรี๊ดดังๆ เถอะค่ะ เพราะมันสามารถปรนนิบัติผิวสาวๆ ได้ดีไม่แพ้ครีมประทินผิวอื่นๆ เลยค่ะ เจ้าผงโกโก้เนี่ยถูกใช้บำรุงผิวมาตั้งแต่โบราณแล้วนะ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังยังกล่าวอีกว่า สารในผลโกโก้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงเซลล์ผิวหนัง และช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายได้ และไม่ต้องสงสัยไป วันนี้เรามีสูตรผิวสวยด้วยประโยชน์ดีๆ ของโกโก้มาให้ด้วยค่ะ
โกโก้ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น
ก็แหมในเมื่อช่วยคลายเครียดแก้ซึมเศร้าได้ แล้วทำไมจะทำให้อารมณ์ดีไม่ได้ล่ะ ใครๆ ก็ชื่นชอบรสชาติขมๆ ของโกโก้ นักโภชนาบำบัดเข้าของผลงานหนังสือ Eat Your Way to Happiness ได้อธิบายว่า ในโกโก้มีสารประกอบมากกว่า 300 ชนิด ที่ส่งผลกระทบเชิงบวกแก่สารเคมีที่อยู่ในสมอง ซึ่งสารบางชนิดก็ช่วยเพิ่มระดับเอนโดรฟินและเซโรโทนินในสมอง ซึ่งสารทั้งสองชนิดนี้เป็นสารที่ทำให้อารมณ์ดี แต่ถ้าหากคุณไม่ชอบทานช็อกโกแลตแท่งแล้วล่ะก็ เปลี่ยนมาดื่มโกโก้ร้อนเถอะค่ะ อย่ากลัวอ้วนเลยเพราะโกโก้แท้ๆ แบบไร้น้ำตาล หวานนม มันช่วยลดคอเลสเตอรอลและลดความดันโลหิตได้ แล้วแบบนี้จะอ้วนได้ยังไง เห็นมั้ยล่ะว่า ประโยชน์ของโกโก้ แม้เพียงแก้วเดียวไม่ว่าจะร้อนหรือเย็น ก็ทำให้เราสวยได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า เพราะอะไรน่ะเหรอ เมื่อกินแล้วอารมณ์ดี ยิ้มร่าแบบนี้ไม่สวยได้ไง แถมไขมันยังลดอีกด้วย สุขภาพก็ดีตามด้วย ยิ่งถ้าคุณนำไปประทินผิว โอ้ย ผิวใสๆ เด้งๆ มันก็มาจากโกโก้แก้วที่เราจิบนี่แหละ รู้ชัดแจ้งว่า...ประโยชน์ของโกโก้ตรึมขนาดนี้ แล้วยังจะมีเหตุผลอะไรที่เราไม่รีบไปฟซื้อโกโก้มาตุนไว้ในบ้าน จัดเลยค่ะ ยิ่งตามร้านขายอุปกรณ์เบเกอร์รีมักจะมีโปร ซื้อ 1 แถม 1 รีบตุนไว้ซะด่วนๆ แล้วคุณจะสวยก่อนใคร ที่มา: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

ไซเลี่ยม ฮัสค์ (Psyllium Seed Hush)
Red leaf

     เป็นพืชเส้นในอาหารจากธรรมชาติที่ได้จากต้นไซเลี่ยม ชีด ฮัสด์ (Psyllium Hush Power Tree) และเป็นไฟเบอร์ (Fiber) ชนิดที่สามารถละลายน้ำได้ (Soluble) เมื่อผสมกับน้ำ หรือ เครื่องดื่ม เช่น กาแฟก็จะพองตัวเป็นลักษณะคล้ายเจล หรือ วุ้น เมื่อรับประทานแล้วจะทำให้อิ่ม
     มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือบริหารในการควบคุมน้ำหนัก (Good for Diet or Weight Management) ช่วยลดไขในในเลือด และเบาหวานได้ดี (Reduce Blood Cholesterol Levels and Antidiabetic)
     ลดความเสี่ยงเส้นเลือดตีบในหัวใจ (Reduce Risks of Cardiovascular Diseases) ไซเลี่ยม ฮัสต์ ช่วยระบบการการย่อยอาหาร และช่วยดีท๊อก หรือล้างภายในลำไส้ได้ดีขึ้น (Beneficial to The Digestive System and Cleansing & Nourishing the Intestinal)
     ลดอาหารท้องผูก ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่ (Prevention of Colon Cancers) และช่วยลดการดูดซึมของมัน PSYLIUM HUSK (เปลือก / ผิว / เมล็ดไซเลียม)
     ไซเลียม เปลือกเมล็ดไซเลี่ยมฮัสก์คุณสมบัติในการพองตัวสูง เมื่อรับประทานเข้าไปจะขยายตัวในกระเพาะอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น
     ดังนั้นปริมาณอาหารที่ได้รับน้อยลงน้ำหนักตัวจึงลดลง นอกจากนี้ใยอาหารในไซเลี่ยมยังช่วยดักจับไขมัน และน้ำดีในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งช่วยลดปริมาณไขมันเข้าสู่ร่างกายได้อีกด้วย
     ไซเลี่ยม ซีด ฮัสค์ (Phyllium Seed Husk) มีชื่อไทยว่าเทียนเกล็ดหอยซึ่งมีถินกำเนิดจากประเทศ อิหร่านอินเดีย และตะวันออกกลาง เป็นประเภทไม่ล้มลุก นำเอาเมล็ดแก่ มาใช้ซึ่งมีสารมิวซิเลจ(mucilage) 10% เมื่อแช่น้ำจะพองตัวได้ถึง 25 เท่า สามารถดูดซับน้ำตาลและไขมัน ช่วยลดการดูดซึมของไขมัน ช่วยลดการดูดซึมของไขมันและพลังงานที่จะเข้าสู่ร่างกายได้ทำให้ระบบการทำงานและการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลดอาการท้องผูก อีกทั้งทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว ช่วยในการลดความอ้วนได้อย่างดี
     นอกจากนี้เทียนเกล็ดหอยที่มีไฟเบอร์ที่มีลักษณะเป็นเจล ประกอบด้วย ไมโคร-โพลีแซคคาไรด์ (micropolysaccharides) และเซลลูโลส (cellulose) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและช่วยหล่อเลี้ยงลำไส้ซึ่งเป็นทางผ่านของกากอาหาร
     เปลือกเมล็ด Psyllium (Psyllium seed husk) ไม่ได้ให้สารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายเหมือนพืชอื่นๆ แต่จะให้ใยอาหาร (fiber) และ mucilage (10-30%) ซึ่งมีประโยชน์ดังต่อไปนี้ :
ท้องผูก : ช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระทำให้ลำไส้บีบตัวจึงช่วยระบายได้ดี  
ริดสีดวงทวาร : เนื่องจากใยอาหารมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำ จึงทำให้อุจจาระอ่อนตัวและง่ายต่อการขับถ่าย โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) 
การควบคุมน้ำหนัก : เมื่อรับประทานเปลือกเมล็ด psylliumที่พองตัวเต็มที่แล้ว ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมงจะทำให้ทานอาหารได้น้อยลง
กำจัดสารพิษในลำไส้ : อาศัยคุณสมบัติในการดูดซับที่ดีของใยอาหาร ลำไส้จะถูกทำความสะอาดเมื่อใยอาหารเหล่านี้เคลื่อนตัวผ่านไป สารพิษหรือสารตกค้างอื่นๆ ก็จะถูกกำจัดออกไป
ช่วยควบคุมโลเลสเตอ รอล : จากผลการวิจัยพบว่าเปลือกเมล็ด psylliumมีคุณสมบัติในการลดระดับโลเลสเตอ รอลชนิดเลว (LDL, Low Density Lipoprotein)2 แต่ไม่มีผลต่อระดับของคลอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL, High Density Lipoprotein)
     ประโยชน์ของเปลือกเมล็ด psylliumยังมีอีกมากมาย เช่น ใช้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ในผู้ป่วยเบาหวาน โรคท้องเสีย ลำไส้อักเสบ ฯลฯ การใช้ให้ถูกวิธี นั่นก็คือ ผู้ใหญ่ควรรับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา (5 กรัม) วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง ควรโปรยผงเปลือกเมล็ด psylliumลงในน้ำดื่ม 1 แก้ว พร้อมการคนอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เกิดการพองตัวเต็มที่ หลังการรับประทานผลิตภัณฑ์แล้ว ควรดื่มน้ำตามอีกหนึ่งแก้วเพื่อให้การพองตัวสมบูรณ์ยิ่งขึ้น หากใช้อย่างถูกวิธีแล้วเปลือกเมล็ด psylliumถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากพืชชนิดหนึ่งที่มีความปลอดภัยสูง

โปรตีนถั่วเหลือง (Soy protein)
Red leaf

     โปรตีนถั่วเหลือง (soy protein) เป็นโปรตีนที่สกัดจากถั่วเหลือง (soybean) ซึ่งเป็นโปรตีนที่สกัดได้จากพืช (plant extract protein) จึงเหมาะสำหรับผู้ที่รับประทานเจ (vegan) และมังสวิรัติ
การใช้ประโยชน์ในอาหาร
     โปรตีนสกัดจากถั่วเหลืองมีการนำไปใช้เป็นส่วนผสมในอาหารหลายชนิดเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ และเพื่อการใช้ประโยชน์เชิงหน้าที่ของโปรตีน (functional properties of protein) เช่น
เป็นอิมัลซิไฟเออร์ (emulsifier) ช่วยทำให้อิมัลชัน (emulsion) คงตัว
การจับกับน้ำ (water binding capacity)
ทำให้เกิดโฟม (foam)
ทำให้เกิดเจล (gel)
เพิ่มการจับกันของเนื้อสัตว์ที่ผ่านการบดละเอียด เช่น ไส้กรอก
ประเภทของผลิตภัณฑ์โปรตีนถั่วเหลือง
soy protein concentrate
soy protein isolate
ประโยชน์ต่อสุขภาพ
soy protein ประกอบด้วยกรดแอมิโนชนิดจำเป็น (essential amino acid) หลายชนิด จึงช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ มีปริมาณน้ำตาลแล็กโทส (lactose) ต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่แพ้ผลิตภัณฑ์นม
มีไฟโตอีสโทรเจน เช่น ไอโซฟลาโวน (Isoflavone) ซึ่งมี เจนิสทีน (genistein) และ เดดซีน (daidzein) ในปริมาณสูง จึงช่วยบำรุงผิวพรรณ บำรุงกระดูก และบรรเทาอาการของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
มีสารไฟโตสเตอรอล (phytosterol) และซาโพนิน (saponins) ในปริมาณสูง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจ
ข้อมูลจากองค์การอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกากล่าวว่า การได้รับโปรตีนถั่วเหลือง 25 กรัมต่อวัน ร่วมกับอาหาร ที่มีไขมันอิ่มตัว และคอเลสเตอรอลต่ำ สามารถลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้
Reference
การพัฒนาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเสริมโปรตีนถั่วเหลือง (FORMULATION OF SOY PROTEIN-ENRICHED INSTANT NOODLES)

แมกนีเซียม

     แมกนีเซียม เป็นสารอาหารประเภทเกลือแร่ (Mineral) ชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในกลุ่มเกลือแร่ที่มีมากในร่างกาย (Macronutrients หรือ Principal elements) ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะในโครงสร้างกระดูกมีธาตุ แมกนีเซียม เป็นองค์ประกอบประมาณ 25 กรัม หรืออาจมากกว่านี้ และเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์ต่างๆ กล้ามเนื้อ สมองและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างๆ แมกนีเซียม ส่วนใหญ่ในร่างกาย (60-70%) พบในกระดูก ส่วนที่เหลืออีก 30% พบในเนื้อเยื่ออ่อนและของเหลวในร่างกาย แมกนีเซียม มักอยู่ในของเหลวที่อยู่ภายในเซลล์ (Intracellular fluid) เช่นเดียวกับโพแทสเซียม ประมาณร้อยละ 35 ของแมกนีเซียมในเลือดจะรวมอยู่กับโปรตีน เด็กแรกเกิดมี แมกนีเซียม ต่ำ และเมื่อโตขึ้นจะมี แมกนีเซียม มากขึ้น
     แมกนีเซียม เป็นโคแฟกเตอร์ (Co-factor) ที่สำคัญของเอ็นไซม์ในร่างกายไม่น้อยกว่า 300 ชนิด เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีนต่างๆ ในร่างกาย และเป็นเกลือแร่ที่มีโอกาสขาดได้ง่ายรองจาก แคลเซียม หากร่างกายได้รับไม่เพียงพอจะมีโอกาสเป็น โรคหัวใจ มากขึ้น แมกนีเซียม ยังทำหน้าที่ในการส่งผ่านกระแสประสาท จึงช่วยบรรเทาอาการที่เกี่ยวกับสมองได้ เช่น ซึมเศร้า ไมเกรน เครียด เป็นต้น และมีหน้าที่สำคัญอีกอย่างคือเป็นตัวช่วยในการสะสม แคลเซียม เข้ากระดูก และลดความรุนแรงของ โรคหัวใจ วายเรื้อรัง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่มีน้อยคนมากๆ ที่จะได้รับ แมกนีเซียม อย่างเพียงพอต่อวันจากอาหารที่รับประทานเข้าไป เนื่องจากอาหารที่ปรุงส่วนใหญ่จะมีแร่ธาตุนี้อยู่น้อย การรับยาบางชนิดก็ส่งผลให้เกิดขาดแร่ธาตุ แมกนีเซียม อีกทั้งโรคบางชนิดเช่น เบาหวาน โรคติดเหล้า ก็ส่งผลให้เกิดการขาดแร่ธาตุ แมกนีเซียม ได้เช่นกัน
     ดังนั้นการรับประทานในรูปแบบอาหารเสริมก็จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าร่างกายได้รับ แมกนีเซียม อย่างเพียงพอ ซึ่งเราจะพบ แมกนีเซียม ในรูปแบบต่างๆ มากมาย เช่น แมกนีเซียมซิเตรด แมกนีเซียมแอสพาเตรด แมกนีเซียมคาร์บอเนต แมกนีเซียมกลูคอเนต แมกนีเซียมออกไซต์ และแมกนีเซียมซัลเฟต หน้าที่และประโยชน์แมกนีเซียม มีดังนี้
มีส่วนควบคุมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อเช่นเดียวกับ แคลเซียม
ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่จำเป็นสำหรับการเผาผลาญสารอาหาร และการสังเคราะห์โปรตีน
ช่วยในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการต้านทานความหนาว
จำเป็นสำหรับการเติบโตของกระดูกและฟัน
สำคัญในการนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ของวิตามิน บี ซี และ อี
จำเป็นสำหรับการเผาผลาญแคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม และโพแทสเซียม
อาจป้องกันโรคทางหลอดเลือดหัวใจ โดยจะไปลดความดันเลือดลง และป้องกันการเกาะของโคเลสเตอรอลในหลอดเลือดแดง
ช่วยในการควบคุมสมดุลของกรด-ด่างในร่างกาย
อาจทำหน้าที่เป็นตัวยาสงบประสาทตามธรรมชาติ ช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรน และลดความถี่ในการเกิดได้ ลดอาการซึมเศร้า และช่วยให้นอนหลับโดยเป็นตัวที่ช่วยในการสร้างสารเมลาโตนิน
ป้องกันไม่ให้ แคลเซียม จับตัวอยู่ตามอวัยวะต่างๆ เช่น ไต
จำเป็นต่อการรวมตัวของ parathyroid hormone ซึ่งมีบทบาทในการดึงเอาแคลเซียมออกจากกระดูก
ป้องกันการแข็งตัวของเลือด
ลดอาการปวดเค้นหน้าอกในผู้ป่วย โรคหัวใจ
ป้องกันและรักษาโรคหอบหืด
บรรเทาและป้องกัน อาการปวดประจำเดือนโดยการคลายกล้ามเนื้อมดลูก
การรับประทา นแมกนีเซียม จะช่วยลดการเกิดตะคริวในหญิงมีครรภ์ที่มีระดับของ แมกนีเซียม ต่ำได้
ช่วยป้องกันการเกิดอาการ ไมเกรน คนที่มีปัญหาโรค ไมเกรน มักจะมีปริมาณ แมกนีเซียม ในเลือดต่ำ
ช่วยบรรเทาอาการที่เกี่ยวกับสมองได้ เช่น ซึมเศร้า ไมเกรน เครียด

แคลเซียม (Calcium)

     แคลเซียม ( Calcium ) เป็นแร่ธาตุที่มีมากที่สุดในร่างกาย คือประมาณ 1,250 กรัม ซึ่งร้อยละ 55 จะอยู่ในกระดูกและฟัน โดยจับกันเป็นผลึกอยู่กับฟอสฟอรัส เป็นเกลือ Calcium Phosphates ดังนั้น เวลากล่าวถึง Calcium ในร่างกาย จึงมักนึกถึงเฉพาะกระดูก ทั้งที่จริงแล้วยังมีแคลเซียมอีกส่วนอยู่ในเลือดโดยจับอยู่กับโปรตีนในเลือดและอยู่เป็นแคลเซียมอิสระ
หน้าที่ของ calcium
     นอกจากจะเป็นส่วนประกอบของกระดูกแล้ว ยังมีหน้าที่อื่นๆ อีกได้แก่ ช่วยในการแข็งตัวของเลือด เกี่ยวกับการทำงานของกล้ามเนื้อระบบประสาท ทำให้เกิดการหดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อทั่วไป รวมทั้งกล้ามเนื้อหัวใจให้เป็นไปตามปกติ นอกจากนั้น calcium ยังเป็นตัวกระตุ้นการทำงานของโปรตีนอื่นๆ เช่น Osteocalcinซึ่งเป็น corboxylated- glutamic acid ให้จับกับ แคลเซียมของ Hydroxyapatite ช่วยในกระบวนการสร้างและสลายกระดูก เรื่องที่สำคัญอีกอย่าง คือ แคลเซียมจากกระดูกยังทำหน้าที่ในการควบคุมความสมดุลของกรดและด่างในร่างกายด้วย
ความสมดุลของแคลเซียมในร่างกาย
     แม้ว่า แคลเซียม ที่กระดูกดูเหมือนจะติดอยู่อย่างถาวร แต่อันที่จริงแล้วกระดูกจะมีการสลายออก (resorption) และยังสร้างขึ้นใหม่ (formation) อยู่ตลอดเวลา เมื่ออายุมากขึ้นโดยเฉพาะในหญิงหลังหมดประจำเดือนอาจเกิดการขาดดุลของแคลเซียมอย่างรวดเร็วคือ มีกระบวนการสลายมากกว่าการสร้างเพราะการขาด estrogen ซึ่งช่วยยับยั้งการสลายของกระดูก ทำให้กระดูกเกิดการผุกร่อนเปราะและหักง่ายเรียกว่า”ภาวะกระดูกพรุน” ( Osteoporosis )
ความต้องการแคลเซียม
     ในคนปกติมีความต้องการแคลเซียมประมาณ 800-1500 มก./วัน สำหรับสตรีในระยะตั้งครรภ์และให้นมบุตรต้องการเพิ่มจากปกติอีก 400 มก./วัน ในวัยหมดประจำเดือนจนกระทั่งวัยสูงอายุในขณะนี้มีแนวโน้มต้องการถึง 1500 มก./วัน
การใช้แคลเซียม
การใช้แคลเซียมในรูปยาเม็ดแต่ละ prepatationจะให้ธาตุแคลเซียมไม่เท่ากัน เช่น
Ca lactate ให้ธาตุแคลเซียมได้ 13%
Cagluconateให้ธาตุแคลเซียมได้ 13%
Ca carbonate ให้ธาตุแคลเซียมได้ 13%

สังกะสี (Zinc)

     เป็นตัวช่วยควบคุมให้กระบวนการต่าง ๆในร่างกายดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคอยช่วยซ่อมบำรุงระบบเอนไซม์และเซลล์ต่าง ๆ หากร่างกายมีเหงื่อออกมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายต้องสูญเสียสังกะสีไปมากถึง 3 มิลลิกรัม ต่อวัน
     แหล่งที่พบซิงค์ได้ในธรรมชาติ ได้แก่ อาหารทะเล หอยนางรม เนื้อสัตว์ เนื้อวัวไม่ติดมันแบบย่าง เนื้อลูกแกะ ตับลูกวัว ไข่ นมผงปราศจากไขมัน มัสตาร์ดแบบแห้ง จมูกข้าวสาลี แป้งงา เนยงา ถั่วลิสง เมล็ดฝักทอง เมล็ดแตงโม เม็ดก๋วยจี๊ ผงโกโก้ ช๊อคโกแลต บริเวอร์ยีสต์ เป็นต้น
ประโยชน์ของซิงค์
ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตให้กับร่างกาย
เป็นส่วนสำคัญต่อการสร้างโปรตีนและคอลลาเจน
สังกะสีมีความจำเป็นต่อการสร้าง DNA
ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
ซิงค์เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์สำคัญมากมาย รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระอย่างซุปเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส (SOD)
ประโยชน์ของสังกะสี ช่วยในการทำงานของสมอง ช่วยเพิ่มการตื่นตัวทางจิต
สังกะสีทำงานร่วมกับเอนไซม์แลคเตตและมาเลตดีไฮโดรจีเนส ซึ่งช่วยให้ร่างกายนำใช้ในขบวนการสร้างพลังงาน
สังกะสีทำงานร่วมกับเอนไซม์อัลคาไลน์ฟอสฟาเตส ซึ่งช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟัน
ช่วยในการรักษาสิว บรรเทาอาการอักเสบของสิว ด้วยการไปรักษาสมดุลของปริมาณไขมันในผิวหนัง ช่วยควบคุมปัญหาการเกิดสิวจากการอุดตันของไขมัน
ประโยชน์ของซิงค์ช่วยเพิ่มความรู้สึกทางเพศในผู้ชาย และยังช่วยป้องกันและรักษาการเป็นหมันด้วย
ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้เป็นปกติ และเป็นส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุ์
ช่วยป้องกันและรักษาอาการผมหลุดร่วงได้
ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม มะเร็งหลอดอาหารและหลอดลม
ช่วยป้องกันโรคต่อมลูกหมากและมะเร็งต่อมลูกหมาก
ประโยชน์ของธาตุสังกะสี มีส่วนช่วยลดการสะสมตัวของคอเลสเตอรอล
ช่วยลดระยะเวลาการเจ็บป่วยและบรรเทาอาการของโรคหวัด
ช่วยคงสภาพการรับรู้รส กลิ่น และสายตา
ช่วยในการรักษาผู้ป่วยทางจิต หรือโรคจิตเภท
ช่วยรักษาภาวะการมีบุตรยาก
ช่วยกำจัดจุดขาวบนเล็บมือ
ช่วยเร่งให้แผลทั้งภายในและภายนอกหายเร็วยิ่งขึ้น
ช่วยลดอาการอักเสบและรักษาโรครูมาตอยด์อาไทรลิส
ช่วยควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อตามร่างกาย
มีความสำคัญต่อความเสถียรของเลือด ช่วยควบคุมสมดุลกรดด่างในร่างกาย
สังกะสีเป็นส่วนหนึ่งของเอนไซม์แอลกอฮอล์ดีไฮโดรจีเนส ซึ่งทำหน้าที่ในการกำจัดแอลกอฮอล์

เบต้ากลูแคน (Beta glucan)
Red leaf

     เบต้ากลูแคน Beta glucan คือ สารประกอบของน้ำตาลกลูโคส ที่พบในยีสต์ สาหร่าย เห็ดและพืชบางชนิด แต่ไม่พบในสัตว์และมนุษย์ โครงสร้างของเบต้ากลูแคน ที่ได้มาจากแหล่งที่ต่างกันจะไม่เหมือนกัน และความแตกต่างของโครงสร้างนี้จะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของเบต้ากลูแคน
เบต้ากลูแคน มีประโยชน์อย่างไร
ปรับภูมิคุ้มกันให้อยู่ในสมดุลพื้นฐาน (สมดุล Th1) จึงสามารถลดโอกาสเสี่ยงจากกลุ่มโรคภูมิแพ้ ภูมิต่อต้านตัวเอง SLE และการเกิดมะเร็งว
ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้นโดยการเพิ่มจำนวนและความสามารถของเม็ดเลือดขาว จึงมีผลโดยตรงในการลดโอกาสการติดเชื้อสำหรับผู้ป่วยผ่าตัด
อนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีความทนทานต่ออันตรายจากการฉายรังสี
ช่วยให้เซลล์ต้นกำเนิด (ของเม็ดเลือด) ในไขกระดูกและม้ามที่อ่อนแอลงจากผลของเคมีบำบัด หรือรังสีบำบัด มีการฟื้นตัวรวดเร็วขึ้น
ช่วยลดผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัด ทำให้เซลล์ร่างกาย เช่น เซลล์รากผม เซลล์เยื่อบุแก้ม เซลล์ผิวหนัง ฯลฯ ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
ช่วยลดอันตรายจากโลหะหนัก ทำให้ร่างกายกำจัดสารเหล่านี้จากร่างกายได้เร็วขึ้น
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเอนไซม์อินซูลิน และช่วยให้เซลล์ตับอ่อนมีอายุยืนยาวขึ้น
ช่วยกระตุ้นให้แม็คโครเฟจ (เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง) เคลื่อนที่มาสู่บริเวณที่เกิดบาดแผล เพื่อทำการซ่อมแซมเซลล์ที่บาดเจ็บได้ดีขึ้น
ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนัง สร้างดอลลาเจน และอีลาสตินมากขึ้น จึงทำให้แผลหายเร็วขึ้นและยังเพิ่มความแข็งแรง และยืดหยุ่นแก่ผิวหนังที่สร้างใหม่ รวมทั้งช่วยเสริมความแข็งแรงและยืดหยุ่นของเส้นเลือดและลิ้นปิด-เปิดของเส้นเลือด จึงช่วยลดการเกิดเส้นเลือดขอด
ช่วยเพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดที่ดี (HDL) และลดโคเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL) อีกด้วย
ลดน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือด
ลดการอักเสบติดเชื้อได้ดีกว่ายาปฏิชีวนะ
ลดอาการปวดข้อและข้ออักเสบ
ใช้ทำเครื่องสำอางป้องกันผิวหนังจากอันตรายของแสงแดด ป้องกันริ้วรอย บำรุงและฟื้นฟูสภาพผิวหนัง
ทำลายพิษจากเชื้อรา (mycotoxins) เช่น alfatoxin, ochratoxin, T-2 toxin ฯลฯ  ไม่ก่อเกิดโทษต่อร่างกาย
**ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงไป แล้วแต่บุคคล **
คุณประโยชน์ของเบต้ากลูแคน ดีที่สุด
กระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันในทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และปรับระดับการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันในร่างกาย เรื่องภูมิแพ้ถือว่าเห็นผลชัดมากๆ
มีการนำเอาเบต้ากลูแคนมาใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งผิวหนัง ในต่างประเทศ และพบว่าจำนวนเซลล์มะเร็งลดลงเมื่อได้รับเบต้ากลูแคน
กระตุ้นให้แผลหายเร็ว โดยจะไปเพิ่มประสิทธิภาพของการเพิ่ม collagen ให้กับบริเวณเนื้อเยื่อที่เป็นแผล
เพิ่มการสร้างและการเจริญเติบโตของเม็ดเลือดขาว
ลดผลข้างเคียงของเคมีบำบัด เช่น การฉายแสง
ปรับการทำงานของภูมิต้านทานที่ผิดปกติ เช่น ภูมิแพ้
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ฟื้นฟูตับอ่อน
ช่วยลดระดับคอเรสเตอรอลในเลือด
ลดอาการปวดตามข้อ ไขข้ออักเสบ
ลดการอักเสบ การติดเชื้อแทรกซ้อน
บรรเทาอาการท้องผูก ช่วยระบบขับถ่าย
รักษาความชุ่มชื้น ฟื้นฟูสภาพผิว ลบเลือนริ้วรอย

วิตามินอี (Vitamin E)

วิตามินอี สำคัญอย่างไร ?
     วิตามินอี หรือ โทโคเฟอรอล (Tocopherol) เป็นวิตามินที่ละลายได้ดีในไขมัน จัดเป็นหนึ่งในวิตามินที่สำคัญที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ โดยวิตามินอีจะช่วยป้องกันการแตกของเม็ดเลือดแดง ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดและการอุดตันของเส้นเลือด ลดการเกิดกระบวนการอักเสบในร่างกายที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆ และยังมีฤทธิ์อื่นๆ อีกมากมาย มีหน้าที่เบื้องต้นเสมือนฟองน้ำที่คอยดูดซับอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เซลล์หรือเนื้อเยื่อถูกทำลาย หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “สารต้านอนุมูลอิสระ”
เราจะรับ วิตามินอี ได้จากที่ใดได้บ้าง ?
     อาหารที่สำคัญซึ่งมีวิตามินอีมาก ได้แก่ พืชผัก ผลไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่จะเจริญเป็นต้นใหม่ (germ) เมล็ดพืช หรือ ธัญพืช นอกจากนี้ยังพบว่าน้ำนมมารดา โดยเฉพาะน้ำนมมารดาหลังคลอด (colostrum) ก็เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ให้วิตามินอีในปริมาณที่สูงมากเช่นกัน
จะทราบได้อย่างไร เมื่อร่างกายขาด วิตามินอี ?
     โดยปกติจะไม่พบการขาดวิตามินอีจากการขาดสารอาหาร แต่มักพบจากความผิดปกติในการดูดซึมไขมัน เช่น การทำงานของตับ ตับอ่อน และลำไส้ผิดปกติ หรือมีโรคทางพันธุกรรม เช่น โรคที่มีอาการผิดปกติของระบบประสาท (เดินเซ) ร่วมกับการขาดวิตามินอี (ataxia with vitamin E deficiency) สัญญาณการเกิดความเสียหายของระบบประสาทปรากฏขึ้น เช่น สูญเสียการรับสัมผัสและการตอบสนองต่อสิ่งเร้า สูญเสียความรู้สึกทางกาย กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีปัญหาเรื่องการกลอกตาและทรงตัวได้ยาก เป็นต้น
ประโยชน์ของ วิตามินอี ที่นำมาใช้ในปัจจุบันมีอะไรบ้าง ?
ยา นอกเหนือจากบทบาทการเป็นวิตามินผู้ปกป้องร่างกายแล้ว วิตามินอียังมีบทบาทในการเป็นยารักษาโรค โดยทางด้านการแพทย์ จะใช้รักษาโรคโลหิตจางในทารกแรกคลอดเนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก ใช้รักษาโรคขาดสารอาหาร ใช้รักษาอาการปวดกล้ามเนื้อขาเวลาเดิน และใช้สำหรับต้านทานต่อโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ อีกมากมาย
เครื่องสำอาง วิตามินอีเป็นวิตามินที่มีการนำมาใช้มากชนิดหนึ่งในเครื่องสำอางสำหรับผิว โดยใช้เป็นสารกันหืน ใช้เป็นสารให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ใช้ผสมในครีมกันแดด เพื่อช่วยเร่งการทำงานของเอนไซม์ที่ช่วยลดความเกรียมแดดของผิวหนัง และช่วยสมานผิวหนัง ซึ่งฤทธิ์บางอย่างนี้ อาจจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม
อาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีการใช้วิตามินอีเป็นสารกันหืนในอาหาร นอกจากนี้ยังสามารถใช้วิตามินอีเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยจะใช้เพื่อบำรุงร่างกาย ป้องกันการเกิดโรค และลดความรุนแรงของภาวะต่างๆ โดยภาวะบางอย่างยังคงต้องรอผลการศึกษาเพิ่มเติม

วิตามิน บี 3 ไนอาซิน (niacin)

ประโยชน์ของไนอะซิน
มีส่วนร่วมในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน
ช่วยควบคุมการทำงานของสมองและระบบประสาท
ช่วยรักษาสุขภาพของผิวหนัง ลิ้น และเนื้อเยื่อของระบบย่อยอาหาร
จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์ฮอร์โมนเพศ
ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
ภาวะการขาด
การขาดไนอะซินจะทำให้เกิดโรคเพลลากรา (pellagra) จะมีอาการเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ผิวหนัง และระบบประสาท
อาการเกี่ยวกับทางเดินอาหาร คือ ปากและลิ้นอักเสบ แสบร้อนในคอ เบื่ออาหาร ท้องอืดแน่นท้อง อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเดิน
อาการทางผิวหนัง คือ ผิวหนังอักเสบแบบเดียวกันทั้งสองด้านของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงแดด ความร้อน  เช่น ที่มือ แขน หน้า ลำคอ และเท้า ตอนแรกจะเป็นผื่นแดงคล้ายถูกแดดเผา ถ้าไม่รีบรักษาจะทำให้ผิวหนังอักเสบมากขึ้น
อาการทางระบบประสาท จะมีอาการปวด มึนศีรษะ หงุดหงิด นอนไม่หลับ กังวล ซึมเศร้า ความจำเสื่อมและสับสน มีอาการ แบบประสาทหลอน หากเป็นมากอาจวิกลจริต หรือมีความพิการทางสมอง
แหล่งของไนอะซินในอาหาร
ไนอะซินพบมากในอาหารที่มีโปรตีนสูง ได้แก่
เนื้อสัตว์ เช่น ไก่ เนื้อวัว ปลา
ถั่วเมล็ดแห้ง
เมล็ดธัญพืช
ยีสต์
ไข่

ซีลีเนียม (Selenium)
Red leaf

     ซีลีเนียม เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญกับหน้าที่ของเอนไซม์ของระบบ glutathione perioxidase ระบบนี้เป็นระบบต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญที่สุดภายในเซลล์ ซีลีเนียมถูกดูดซึมได้ดีที่ลำไส้เล็ก ร่างกายจะเก็บ ซีลีเนียม ไว้ในตับและไตมาก เป็น 4-5 เท่า ของ ซีลีเนียม ที่มีอยู่ในกล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่ออื่น โดยปกติซีลีเนียม จะถูกขับออกทางปัสสาวะ ถ้าปรากฏว่ามีซีลีเนียมถูกขับออกมาทางอุจจาระแสดงว่าเกิดการดูดซึมที่ผิดปกติ
     ซีลีเนียม มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติหน้าที่ของวิตามินอี บทบาทของซีลีเนียม เป็นส่วนประกอบของน้ำย่อยกลูต้าไธโอนเปอร์ออกซิเดส ( glutathione peroxidase ) ซึ่งกระตุ้นการกำจัดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และออแกนิคเปอร์ออกไซด์ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกรดไขมันต่างๆ
ประโยชน์ของซีลีเนียม ที่มีต่อร่างกาย
เป็นส่วนประกอบของน้ำย่อยกลูต้าไทโอน เปอร์ออกซิเดส (glutathione peroxidase) ซึ่งกระตุ้นการกำจัดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และออแกนิคเปอร์ออกไซด์ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกรดไขมันต่างๆ โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับ วิตามินอีในการป้องกันเนื้อเยื่อถูกทำลายโดยสารเปอร์ออกไซด์ จากไขมัน โดยวิตามินอีทำหน้าที่ป้องกันการเกิดสารเปอร์ออกไซด์ ในขณะที่ ซีลีเนียม ทำหน้าที่กำจัดสารเปอร์ออกไซด์ที่เกิดขึ้นให้หมดไป
ทำงานร่วมกับวิตามินอี และเสริมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานของวิตามินอีรักษาเนื้อเยื่อต่างๆ และชะลอการแก่ตายของเซลล์ตามธรรมชาติป้องกันการแก่ก่อนวัย
มีบทบาทเกี่ยวกับการหายใจของเนื้อเยื่อโดยทำหน้าที่ช่วยส่งอีเล็คตรอน
ช่วยหัวใจทำงานดีขึ้น และส่งเสริมการสร้างกำลังของเซลล์โดยการนำออกซิเจนไปเลี้ยงให้เพียงพอ สามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวาย และโรคลมปัจจุบัน โดยเฉพาะในรายที่มีการขาดสารอาหารชนิดนี้
ช่วยลดผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัด ทำให้เซลล์ร่างกาย เช่น เซลล์รากผม เซลล์เยื่อบุแก้ม เซลล์ผิวหนัง ฯลฯ ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
ช่วยลดอันตรายจากโลหะหนัก ทำให้ร่างกายกำจัดสารเหล่านี้จากร่างกายได้เร็วขึ้น
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเอนไซม์อินซูลิน และช่วยให้เซลล์ตับอ่อนมีอายุยืนยาวขึ้น
ช่วยกระตุ้นให้แม็คโครเฟจ (เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง) เคลื่อนที่มาสู่บริเวณที่เกิดบาดแผล เพื่อทำการซ่อมแซมเซลล์ที่บาดเจ็บได้ดีขึ้น
ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนัง สร้างดอลลาเจน และอีลาสตินมากขึ้น จึงทำให้แผลหายเร็วขึ้นและยังเพิ่มความแข็งแรง และยืดหยุ่นแก่ผิวหนังที่สร้างใหม่ รวมทั้งช่วยเสริมความแข็งแรงและยืดหยุ่นของเส้นเลือดและลิ้นปิด-เปิดของเส้นเลือด จึงช่วยลดการเกิดเส้นเลือดขอด
ส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกายให้เป็นไปตามปกติ และควบคุมสุขภาพของสายตา ผิวหนัง และเส้นผม
ส่งเสริมให้ประจำเดือนของเพศหญิงเป็นไปโดยสม่ำเสมอ และช่วยให้ไข่สุก และจะพบเกลือแร่ชนิดนี้สูงในน้ำเชื้อของผู้ชาย
ซีลีเนียม เป็นเกลือแร่ต้านพิษ หรือละลายพิษต่างๆ ในร่างกาย
รักษาความยืดหยุ่นของเนื้อหนัง
เพิ่มความต้านทานของร่างกาย หรือช่วยเพิ่มศักยภาพของระบบภูมิคุ้มกันหลายประเภท
ซีลีเนียมสามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนเชื้อเอชไอวี (HIV) สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งผู้ป่วยเอดส์มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ป้องกันความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ หัวใจล้มเหลว เจ็บหน้าอก และไต ถูกทำลาย
ช่วยในการปฏิบัติหน้าที่ของตับ
ซีลีเนียม สามารถป้องกันกัมมันตภาพรังสี รวมทั้งโลหะหนักที่เป็นพิษ เช่น ปรอท เงิน แคดเมียม ธาเลียม ไม่ให้ดูดซึมเข้าร่างกายและขับถ่ายออกได้เร็วขึ้น
ซีลีเนียม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก, มะเร็งลำไส้, มะเร็งปอด,มะเร็งหลอดอาหาร
สามารถช่วยพัฒนาระบบต่อต้านอนุมูลอิสระกลูต้าไธโอน ซึ่งมีส่วนช่วยบรรเทาโรคแห่งความเสื่อมเรื้อรังหลายชนิด โรคเฉพาะอย่างยิ่งโรคต้อกระจก และโรคข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์
ซีลีเนียมมีความสำคัญต่อการทำงานของไทรอยด์ ภาวะซีลีเนียมต่ำมีส่วนเกี่ยวข้องกับต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- ศูนย์สุขภาพและโภชนาการไทย
- อาหารเสริมโภชนาการเพื่อสุขภาพ, นพ.เรย์ ดี. แสตรนด์
- http://archinte.jamanetwork.com

วิตามินเอ (Vitamin A)

     วิตามินเอมีหน้าที่ช่วยในการมองเห็น การเจริญเติบโตของกระดูก การแบ่งตัวของเซลล์ การกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค ซ่อมแซมผิวของตาและหลอดลมทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายยากขึ้น และยังกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดขาวโดยเฉพาะ lymphocyte ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และระบบสืบพันธุ์ นอกจากนี้ ยังป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และระบบขับปัสสาวะ ทำให้ผิวและผมแข็งแรง
หน้าที่ของวิตามินเอ
เป็นส่วนประกอบสำคัญของ cornea และยังมีผลต่อการเจริญเติบโต การสร้างกระดูก และระบบสืบพันธ์ นอกจากนี้ยังป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และระบบขับปัสสาวะ ทำให้ผิวและผมแข็งแรง Beta carotene (หรือ pro vitamin A) ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามิน A ในร่างกาย Beta carotene เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสามารถชะลอความแก่ได้
ช่วยบำรุงสายตา และแก้โรคตามัวตอนกลางคืน (Night Blindness)
ช่วยให้กระดูก ผม ฟัน และเหงือกแข็งแรง
สร้างความต้านทานให้ระบบหายใจ
ช่วยสร้างภูมิชีวิตให้ดีขึ้น และทำให้หายป่วยเร็วขึ้น
ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ลดการอักเสบของสิว และช่วยลบจุดด่างดำ
ช่วยบรรเทาโรคเกี่ยวกับไทรอยด์
ชนิดของวิตามินเอ
Retinol เป็นวิตามินเอ ที่พบในสัตว์เช่นตับ นม เป็นวิตามินที่ออกฤทธิ์ได้ทันที Retinol อาจจะเปลี่ยนเป็น Retinal retinoic acid ซึ่งเป็นรูปแบบวิตามินอีกชนิดที่ออกฤทธิ์ได้ทันที
Provitamin A carotenoids เป็นวิตามินที่ต้องเปลี่ยนแปลงในร่างกายก่อนที่จะออกฤทธิ์ เป็นรูปแบบวิตามินเออีกชนิดหนึ่ง พบในพืชใบเขียวซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ ในธรรมชาติ Provitamin A carotenoids อยู่ได้หลายรูปแบบได้แก่ beta-carotene, alpha-carotene, lutein, zeaxanthin, lycopene, and cryptoxanthin , วิตามินเอชนิด beta-carotene จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ retinol และออกฤทธิ์ได้ดี แต่ alpha-carotene, lutein, zeaxanthinจะออกฤทธิ์ได้ประมาณครึ่งหนึ่งของ beta-carotene แต่ lycopene, cryptoxanthinจะไม่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอ

ลูทีน(Lutein)
Red leaf

     เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ จัดอยู่ในกลุ่มสารที่มสี ในตระกูลแคทีนอยด์เป็นสารที่พบบริเวณตาลูทีนเป็นแคโรทีนอยด์สีเหลือง ซึ่งมีส่วนอย่างมาก ในการต่อต้านสารต้านอนุมูลอิสระ ลูทีนพบได้ทั่วไปในผักใบเขียว ข้าวโพด และ ไข่แดง และมีส่วนสำคัญในการบำรุงสายตา โมเลกุลของลูทีนพบในปริมาณสูงในจุดของดวงตา โดยที่ ลูทีนจะฉาบบนผิวของเรตินา (Retina) บริเวณจุดรับภาพของลูกตา (macula) ซึ่งเป็ตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในจอประสาทตา เพราะเป็นจุดที่รูปภาพและแสงสว่าง ส่วนมากจะมาตกบริเวณนี้ ซึ่งเป็นส่วนที่จอตารับภาพได้ชัดเจนที่สุด ลูทีนจะช่วยในการดูดซับ แสงสีน้ำเงินในแถบสีการมองเห็น และช่วยปกป้องการทำลาย ของคลื่นสั้นที่มีต่อเยื่อบุผิวเรตินาจากการศึกษา พบว่า ระดับลูทีน 2.0 – 6.9 มิลลิกรัมต่อวัน จะช่วยป้องกันความเสื่อมของจุดด่างในดวงตาได้
หน้าที่ของ Lutein
ทำหน้าที่ช่วยให้มองภาพได้คมชัด และเห็นรายละเอียดของภาพดีขึ้น
มีรายงานถึงผลการวิจัยที่ชัดเจนมากมาย สามรถลดอุบัติการณ์ โรคต้อกระจกในผู้สูงอายุได้จริง
ลดความเสี่ยง ในการเป็นโรค จุดรับภาพเสื่อม (Age - Related Mascular Degeneration หรือ AMD)
ลดอุบัติการณ์โรคมะเร็งเต้านมในสตรี กลุ่มที่มีความเสี่ยง
ลดกลไกการเกิด Plague ในผนักเส้นเลือด ทำให้ลดอัตราการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดตีบในสมอง
Lutein ประโยชน์ดังนี้
ช่วยให้ตาแข็งแรง ป้องกันประสาทตาเสื่อม
เพิ่มความแข็งแกร่ง ให้กับผนังหลอดเลือดใหญ่ และเส้นเลือดฝอย
เป็นสารที่ช่วยเสริมสร้าง สุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
ช่วยเสริมสร้างการมองเห็น โดยช่วยป้องกันการเสื่อมของ Mascularที่จุดเล็กๆ ตรงกลางของที่รับแสงในตา (Retina) อันเป็นส่วนสำคัญของ Main pigment (สี) ในฉากรับแสงของตา จะช่วยป้องกันมิให้แสงอาทิตย์ทำลายเรตินา
ป้องกันโรคจุดรับภาพเสื่อม หรือจอประสาทตาเสื่อม AMD (Age - Related Mascular Degeneration)
ช่วยป้องกันและลดอาการของโรคต้อกระจก (Cataracts)
ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง
ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ (Free radical) ที่ทำลายเซลล์ตา ทำให้เซลล์แข็งแรง ช่วยชะลอความเสื่อมของตา
ช่วยบำรุงระบบการไหลเวียนของเลือด และเส้นเลือดฝอยที่เลี้ยงตา
เพิ่มสมรรถภาพในการมองเห็นได้ดีในที่มืด
ช่วยแก้สายตาที่ไม่ดีและโรคเกี่ยวกับตา
     อย่างไรก็ตาม สารอาหารลูทีนนี้ ร่างกายของคนเรา ไม่สามารถสังเคราะห์สารลูทีนขึ้นมาใช้เองได้ จะต้องกินเข้าไปเท่านั้น โดยพบมากในน้ำนมแม่ เด็กแรกเกิดที่ได้กินนมแม่นั้นจะได้รับลูทีน ผ่านทางน้ำนมโดยตรง หากไม่ได้รับสารอาหารที่ช่วยปกป้องดวงตาอย่างเพียงพอ ดังนั้น การดูแลปกป้องดวงตา และเอาใจใส่เรื่องการกินอาหาร จะทำให้ลูกได้รับสารอาหารที่จำเป็น มีประโยชน์ต่อร่างกาย และมีพัฒนาการทางสายตาที่สมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องให้ลูกได้ดื่มนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 1 ขวบ

ไลโคปีน (Lycopene)

     ไลโคปีน (Lycopene) คือ สารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่ละลายได้ดีในไขมันเช่นเดียวกับเบต้าแคโรทีน ซึ่งจะอยู่ในผักผลไม้ที่มีสีแดง ส้มและเหลือง จำพวกมะเขือเทศ แตงโม ฝรั่งสีชมพู พิงค์เกรปฟรุต แครอท มะละกอ ฟักข้าว เป็นต้น และในซอสมะเขือเทศจะมีไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศสดถึง 2 เท่า เนื่องจากผ่านขั้นตอนการทำให้เข้มข้นขึ้นโดยอาศัยความร้อนและการบด เพราะโดยปกติไลโคปีนในมะเขือเทศสดจะอยู่ในรูปแบบทรานส์ (Trans) หากผ่านกระบวนการความร้อนก็จะอยู่ในรูปซิส (Cis) โดยจะทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมไลโคปีนได้ดีขึ้น แต่ต้องผ่านความร้อนที่ไม่สูงมากจนเกินไป เพราะหากถูกความร้อนนานเกินไปไลโคปีนก็จะสลายไป
     ไลโคปีนเป็นสารอาหารที่ร่างกายเราไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้ ซึ่งเราต้องเลือกรับประทานในผักผลไม้เป็นอาหารเสริมเข้าไปเท่านั้น และเมื่อรับประทานเข้าไปร่างกายก็จะดูดซึมสารไลโคปีนไปใช้ในส่วนต่างๆ ทันที และจะทำการขับออกจากร่างกายตลอดเวลา ดังนั้น จึงต้องรับประทานให้ได้ไลโคปีนในปริมาณที่เพียงพอแก่ร่างกายประมาณไม่เกิน 75 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งหากรับประทานเข้าไปมากเกินอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ หรือตัวเหลือง เป็นโทษแก่ร่างกายได้
ประโยชน์ของไลโคปีน
     ไลโคปีนนั้นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะบรรดามะเร็งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งระบบทางเดินอาหาร มะเร็งลำไส้ หรือมะเร็งเต้านม ฯลฯ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมะเร็งต่อมลูกหมากจะได้ผลอย่างดีเยี่ยม ไลโคปีนยังช่วยบำรุงผิวพรรณ ชะลอริ้วรอยก่อนวัย ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ช่วยป้องกันโรคหลอดหลอดแดงแข็งตัว ละลายไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือด ช่วยสร้างสมดุลให้แก่ร่างกาย ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดภาวะเครียด สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ไลโคปีนมีสารอนุมูลอิสระมากกว่าเบต้าแคโรทีนถึง 2 เท่า รวมทั้งมีผลการวิจัยว่าการรับประทานอาหารที่มีไลโคปีนอย่างสม่ำเสมอช่วยลดอัตราหัวใจวายในผู้ชายได้ถึง 50% เลยทีเดียว

วิตามินดี(Vitamin D)
Red leaf

     วิตามินดี  เป็นวิตามินประเภทที่ละลายในไขมันเหมือนกับวิตามินอี เอ และเค ทำหน้าที่สำคัญทีเกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างแคลเซียมในกระดูก และฟันรวมถึงกระตุ้นการทำงานของเนื้อเยื่อในร่างกายต่างๆ
หน้าที่ และสรรพคุณวิตามินดี
วิตามินดีเป็นสารสำคัญในการควบคุมหลั่งฮอร์โมนพาราธัยรอยด์ที่เกี่ยวข้องกับสมดุลแคลเซียม และฟอสฟอรัสในร่างกาย ช่วยให้มีการดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัสในลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด
วิตามินดีช่วยกระตุ้นให้มีการหลั่งแคลเซียมออกจากผิวกระดูกไปยังกระแสเลือด และมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างกระดูก และสะสมแคลเซียม และฟอสฟอรัสในกระดูก
วิตามินดีช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์สารที่จำเป็นในการสร้างคลอลาเจน และเกี่ยวข้องกับการใช้คาร์โบไฮเดรต
วิตามินดีจำเป็นในการทำงานของระบบประสาท ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบกล้ามเนื้อ  การเต้นของหัวใจและการแข็งตัวของเลือด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสมดุล และการใช้แคลเซียม และฟอสฟอรัสในร่างกาย
ผลการขาดวิตามินดี
ภาวะหัวใจล้มเหลว
หากร่างกายขาดวิตามินดีจะทำให้แคลเซียมในกระแสเลือดลดลง และกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โ์มนพาราไทรอยด์เพิ่มขึ้น เกิดภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปทำให้มีแคลเซียมในเลือดสูงขึ้นมากซึ่งจะส่งผลต่อการควบคุมความดันโลหิต ซึ่งมาจาก 2 สาเหตุ คือ
     1.การขาดวิตามินดีมีส่วนทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว เนื่องจากการแลกเปลี่ยนแคลเซียมในเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อหัวใจมีความผิดปกติ และมีแคลเซียมอยู่น้อยมาก ส่งผลให้การทำงาน และการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจที่ลดลง
     2.การขาดวิตามินดีทำให้กระตุ้นระบบเรนินแอนจิโอเทนซินฮอร์โมน และกระตุ้นให้มีการผลิตฮอร์โมนพาราธัยรอยด์สูงขึ้น ส่งผลต่อความดันโลหิตสูงขึ้น นอกจากนั้น ยังทำให้เกิดภาวะคั่งของน้ำ และเกลือแร่ในเนื้อเยื่อหัวใจ จนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวตามมา
การผิดรูป และภาวะกระดูกพรุน
การขาดวิตามินดีในวัยเด็กอาจส่งผลทำให้ร่างกายเจริญเติบโตผิดปกติ และกระดูกมีลักษณะผิดปกติ กระดูกเปราะบางและแตกหักง่าย การขาดวิตามินดีในวัยผู้ใหญ่จะทำให้เกิดภาวะกระดูกบาง และโรคกระดูกพรุน รวมถึงมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงตามมา
สาเหตุร่างกายขาดวิตามินดี
1.ผิวหนังสังเคราะห์วิตามินดีลดลง
การดูดซึมรังสี ultraviolet B จากแสงแดดลดลงจากการใช้ครีมกันแดด รวมถึงผู้ที่มีสีผิวคล้ำ มีโอกาสทำให้ลดการสังเคราะห์วิตามินดีจากแสงแดดได้น้อยลงเช่นกัน
เซลล์ผิวหนังเสื่อมจากวัยชราที่มีสาร 7-dehydrocholesterol น้อยลง รวมถึงสาเหตุจากการทำ skin grafts
2.ภาวะโรค
โรคบางอย่างมีผลต่อการดูดซึมแร่ธาตุได้น้อยลง เช่น โรคท้องร่วง เป็นต้น
โรคตับ และโรคไตวายเรื้อรังมีส่วนทำให้ร่างกายสร้าง 25-hydroxyvitamin D ไม่เพียงพอ
โรคอ้วน มักเกิดการสะสมวิตามินดีในไขมัน ทำให้วิตามินดีที่สามารถดึงมาใช้ได้ลดลง
3.การใช้ยาบางชนิด
     ยาบางชนิดมีผลขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุ เช่น ยากันชัก, ยารักษาโรคเอดส์ ยาที่ลดการดูดซึมไขมัน เป็นต้น
4.อาหาร
     การรับประทานอาหารบางชนิดที่ไม่มีวิตามินดีหรือมีวิตามินดีน้อย มักเพิ่มความเสี่ยงต่อร่างกายขาดวิตามินดี เช่น อาหารจำพวกแป้ง และขนมปัง

วิตามิน B6(Vitamin B6)
Red leaf

     วิตามิน B6 เป็นอีกหนึ่งสาขาของวิตามินบีที่เป็นวิตามินละลายในน้ำและมักใช้ร่วมกับวิตามินบี1 และบี12 ซึ่งวิตามินบี 1 ทำงานกับคาร์โบไฮเดรต ขณะที่วิตามิน B6 และวิตามินบี12 จำงานร่วมกับโปรตีนและไขมัน ซึ่งร่างกายของคนเราต้องการ วิตามิน B6 เฉลี่ยตกวันละ 1.5 มิลลิกรับ ส่วนวิตามิน B6 นั้นแบ่งแยกออกได้หลากหลายรูปแบบประกอบไปด้วยไพริดอกซิน, ไพริดอกซิน 5'-ฟอสเฟต, ไพริดอกซาล, ไพริดอกซาล 5'-ฟอสเฟต, ไพริดอกซามิน, ไพริดอนซามิน 5'-ฟอสเฟต และกรด 4-ไพริดอกซิก
ประโยชน์ของวิตามิน B6
ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน
ช่วยบรรเทาอาการปากแห้งและคอแห้ง
ช่วยเปลี่ยนกรดอะมิโนให้เป็นวิตามินบี3 หรือไนอะซิน
ช่วยร่างกายสร้ายน้ำย่อยในกระเพาะอาหารและแร่ธาตุแมกนีเซียม
ช่วยแก้การเป็นตะคริว
แขนขาชาพร้อมกับขับปัสสาวะ
ช่วยร่างกายสร้างภูมิต้านทานแอนติบอดี้และช่วยสร้างเซลล์โลหิตให้ดีขึ้น
ช่วยบรรเทาโรคที่เกิดจากระบบประสาทและผิวหนัง
ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่เมื่อร่างกายขาดน้ำตาลวิตามิน B6 จะช่วยละลายน้ำตาลที่สะสมในตับและสารอาหารอื่นเปลี่ยนเป็นน้ำตาล
     เมื่อร่างกายของเราขาดวิตามิน B6 จะมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงของสภาพผิวอาทิเช่นผิวอาจอักเสบหรือเป็นสิวและอาจเป็นหืดหรือภูมิแพ้ที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อขาดไพริดอกซิน ขณะเดียวกันก็จะมีอาการหงุดหงิด, ประหม่าตื่นกลัว, นอนไม่หลับ, อ่อนเพลีย, เล็บเป็นคลื่น, เจ็บลิ้น, ปากอักเสบ, ปากนกกระจอก, ปลายประสาทอักเสบ, เม็ดเลือดขาวต่ำ รวมไปถึงอาจเกิดภาวะกระดูกพรุน,ข้อต่ออักเสบและนิ่วในไตได้อีกด้วย ส่วนทางด้านการรักษานั้นสำหรับในผู้ใหญ่ก็ให้ทานไพริดอกซินวันละ 50-100 มิลลิกรัม

วิตามินบี12 (Cobalamin)
Red leaf

ประโยชน์ของวิตามินบี 12
ช่วยบำรุงประสาททำให้ระบบประสาทแข็งแรงขึ้น
ช่วยเพิ่มสมาธิ ความจำ และการทรงตัว
ช่วยบรรเทาอาการหงุดหงิด ลดความเครียด
ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย
ประโยชน์วิตามินบี12 ช่วยทำให้เด็กเจริญอาหาร
ทำให้ร่างกายสามารถใช้ไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตได้อย่างเหมาะสม
มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
ประโยชน์ของวิตามินบี12 ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง
ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งจากการสูบบุหรี่
ปริมาณ 80 ไมโครกรัมต่อวันจะช่วยเสริมสร้างความแข็งของกระดูกและช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้
คำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานวิตามินบี12
ขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 2 mcg.สำหรับวัยผู้ใหญ่ หรือ 2.2 mcg. สำหรับหญิงตั้งครรภ์ และ 2.6 mcg. สำหรับหญิงผู้ให้นมบุตร
ควรรับประทานวิตามินบี12 ร่วมกับกรดโฟลิกจะเป็นการเพิ่มพลังที่ดีที่สุดสูตรหนึ่ง
วิตามินบี12 จะทำงานร่วมกับวิตามินบีอื่น ๆได้ดี รวมทั้งวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอีด้วย
หากคุณเป็นมังสวิรัติรวมถึงไม่รับประทานไข่และนม คุณควรรับประทานวิตามินบี12 เสริม
สำหรับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ วิตามินบี12 ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณ
วิตามินบี12 เป็นส่วนหนึ่งของวิตามินบีรวม มีประโยชน์มากสำหรับผู้หญิงในช่วงระหว่างมีและก่อนมีประจำเดือน
สำหรับผู้ที่รับประทานอาหารในกลุ่มโปรตีนมากก็ควรรับประทานวิตามินบี12 เพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษ
วิตามินบี12 ในรูปแบบของอาหารเสริม มีจำหน่ายตั้งแต่ 50 – 2,000 mcg. โดยขนาดที่แนะนำทั่วไปคือ 5 – 100 mcg.หากมีอาการชัดเจนว่าคุณขาดวิตามินหรือร่างกายอ่อนเพลียมาก เนื่องจากวิตามินบี 12 จะดูดซึมได้ไม่ดีนักในกระเพาะอาหาร คุณควรเลือกรับประทาน แบบอมใต้ลิ้น หรือแบบแตกตัวช้า โดยรับประทานร่วมกับซอร์บิทอล เพื่อให้มันแตกตัวที่ลำไส้เล็ก
คนที่อายุมากมักจะมีปัญหาในเรื่องการดูดซึมของวิตามินบี12 อาจต้องเสริมด้วยการฉีดแทนการรับประทาน
**แหล่งอ้างอิง : หนังสือวิตามินไบเบิล (ดร.เอิร์ล มินเดลล์)
เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟรินน์.com

วิตามินบี 2 (Vitamin B2)
Red leaf

     วิตามิน B2 หรือไรโบฟลาวิน (Riboflavin) ในอดีตเรียกว่า วิตามิน G ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบโฮเดรต ไขมัน และโปรตีนค่ะ ซึ่งจะช่วยในการเจริญเติบโต การสร้างผม เล็บ ผิวหนัง ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี ช่วยในการผลิตเม็ดเลือดแดง ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และลดความรุนแรงของไมเกรนได้ พบในนม ถั่ว ปลา ไข่ ผักใบเขียว ธัญพืช มะเขือเทศ เนื้อ ยีสต์ อับมอนด์ ตับ ร่างกายต้องการวันละ 1.9 มิลลิกรัม
     การขาดวิตามิน B2 ทำให้เกิดแผลที่มุมปากทั้งสองข้างนั่นเองที่เรียกว่า ปากนกกระจอก Angular stomatitis ผิวจะไวต่อแสง ตาแพ้แสงแดด กลัวแสง ผิวรอบจมูก คิ้ว และหูลอก ตาแดงคัน เป็นผื่น น้ำตาไหล ขาบวม ระบบการทำงานของระบบประสาทผิดปกติ ตัวเหลือง โลหิตจางทั้งจากการขาดธาตุเหล็กและเม็ดเลือดแดงจะผิดปกติ อ่อนเพลีย วิตามิน B2 ถูกแสงทำลายได้ ดังนั้นเด็กที่รักษาโรคด้วยการฉายแสงจะทำให้วิตามินถูกทำลายค่ะ จึงไม่มีไปทำลายสีของน้ำดี (Bilirubin) เด็กจึงมีภาวะตัวเหลืองได้ จึงใช้วิตามิน B2 ในการรักษา(Neonatal Jaundice with phototherapy)
     ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานวิตามิน B2 (RDA) ในทารก 0.3-0.4 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ ส่วนเด็ก 0.6-0.9 มิลลิกรัมต่อวัน ในคุณผู้ชาย 1.3 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ และ สำหรับสตรีมีครรภ์ 1.4 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ และสตรีที่กำลังให้นมบุตร 1 มิลลิกรัมต่อวันจ้า
**แหล่งอ้างอิง  คู่มือ อาหารเสริม 
ผู้เขียน ดร. เริงฤทธิ์ สัปปพันธ์

วิตามินเค (Vitamin K)
Red leaf

     วิตามินเค เป็นวิตามินในกลุ่มที่ละลายได้ดีในไขมัน รูปแบบที่พบในธรรมชาติ มี 2 รูปแบบ ได้แก่ วิตามินเค I (Vitamin K I) หรือ ฟิลโลควิโนน (phylloquinone) เป็นรูปแบบที่พบในพืชและสัตว์ วิตามินเค II (Vitamin K II) หรือ เมนาควิโนน (menaquinone) เป็นรูปแบบที่พบในเนื้อเยื่อตับ และยังสามารถสร้างได้โดยแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในร่างกาย สำหรับวิตามินเค III (Vitamin K III) หรือ เมนาไดโอน (menadione) นั้น เป็นโมเลกุลที่สังเคราะห์ขึ้น ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็น เมนาควิโนน โดยตับ
     วิตามินเค จัดได้ว่าเป็นวิตามิน ที่อยู่ในกลุ่มของวิตามินที่ละลายได้ดีในไขมัน โดยวิตามินเค มีความสำคัญคือ ช่วยให้เลือดแข็งตัว เป็นการป้องกัน เลือดไหลไม่หยุดนั่นเอง ซึ่งใน 1 วันร่างกายของมนุษย์ มีความต้องการ วิตามินเค มากถึง 100 ไมโครกรัม และโดยปรกติแล้ว เชื้อแบคทีเรียในลำไส้ ของเราสามารถสังเคราะห์ วิตามินเคได้เอง
วิตามินเค มีความสำคัญต่อการแข็งตัวของเลือด
     ภาวะที่ร่างกายขาด วิตามินเค คือจะมีเลือดไหลออกมา จากอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ผิวหนัง ลำไส้ หรือช่องกะโหลกศีรษะ สำหรับโรคที่มักจะเกิดขึ้น หากร่างกาย ได้รับปริมาณของวิตามินเคน้อย หรืออยูในภาวะขาดวิตามินเค เช่น โรคเรื้อรังของ ระบบทางเดินอาหารบางชนิด โรคทางเดินน้ำดีอุดตัน เป็นต้น
ภาวะขาดวิตามินเค
     อาการที่แสดงถึง ภาวะขาดวิตามินเค (Hypovitaminosis K) คือ มีเลือดออกในอวัยวะต่างๆ เช่น ช่องกะโหลกศีรษะ ลำไส้ หรือ ผิวหนัง โดยจะพบมากในช่วงอายุ 1 สัปดาห์แรกของทารกแรกเกิด ทั้งนี้เป็นเพราะทารกมีไขมันสะสมน้อย ตับของทารกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ลำไส้ยังปราศจากเชื้อแบคทีเรียที่สังเคราะห์วิตามิน ประกอบกับวิตามินเคที่ผ่านมาทางรกและน้ำนมจากมารดานั้นมีปริมาณน้อย
     สำหรับภาวะขาดวิตามินเคในผู้ใหญ่นั้น มักเกิดร่วมกับสาเหตุบางอย่าง เช่น โรคเรื้อรังของระบบทางเดินอาหารบางชนิด โรคทางเดินน้ำดีอุดตัน หลังจากการผ่าตัดลำไส้เล็ก หรือได้รับยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ครอบคลุมเชื้อกว้าง
ภาวะวิตามินเคเป็นพิษ
     ภาวะวิตามินเคเป็นพิษ (Hypervitaminosis K) คือ การได้รับวิตามินเคมากเกินไป สามารถทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตก และภาวะบิลิรูบินในเลือดต่ำในทารกได้
สามารถพบแหล่งของวิตามินเค ได้จากการรับประทานอาหารเหล่านี้
แหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วย วิตามินเค สามารถหาได้จาก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก เนื้อสัตว์ นมสด เนย
อาหารประเภทผลไม้ ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยวิตามินเค อาทิเช่น กล้วย ราสเบอร์รี่ ลูกแพร์ เป็นต้น
อาหารประเภทผัก ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยวิตามินเค อาทิเช่น ผักคะน้า ผักโขม ข้าวโพด รำข้าว กะหล่ำดอก มะเขือเทศ กะหล่ำปลี บร็อกโคลี กาแฟ เป็นต้น
วิตามินเคพบมากในอาหารประเภทผักใบเขียว นอกจากนี้ยังพบในเนื้อสัตว์ นม เนย น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง กาแฟ และแพร์
ปริมาณที่ร่างกายต้องการ คือ 100 ไมโครกรัมต่อวัน

วิตามินบี1(Vitamin B1)
Red leaf

     วิตามิน B1 มีมากในเมล็ดข้าวต่าง ๆ ที่ไม่ได้ขัดให้ขาว เช่น ข้าวซ้อมมือ หรือข้าวแดง ข้าวโอ๊ต เนื้อหมู ตับ ถั่ว รำข้าว และยีสต์ที่ตายแล้ว
     อาการเมื่อขาดวิตามิน B1 เริ่มจาก เบื่ออาหาร นอนหลับยาก ความคิดสับสน สมองมึนงง อารมณ์แปรปรวน หากขาดรุนแรงอาจทำให้เกิดอาการทางการเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน ชาตามปลายมือปลายเท้า รุนแรงมากขึ้นอาจเป็นอัมพาต และโรคหัวใจวายได้
ประโยชน์ของวิตามิน B1
ช่วยให้รู้สึกเจริญอาหาร
ช่วยให้สมองไม่มึนงงไม่สับสนมองโลกในแง่ดี มีความคิดอ่านดี ให้พลังงานแก่ประสาทและสมองและการสร้างสารอะเซททิลโคลีน
ช่วยให้ระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อทำงานดีสัมพันธ์กัน
ช่วยรักษาโรคเหน็บชา
ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานดีขึ้น
ช่วยให้ไม่เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ
สาเหตุที่ขาดวิตามิน B1
รับประทานอาหารที่มีวิตามิน B1 ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ หรือรับประทานอาหารที่ไม่ใช่ วิตามินB
รับประทาน อาหารคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ทำให้ร่างกายต้องใช้วิตามิน B ไปมากในการเผาผลาญสารอาหารคาร์โบไฮเดรต จนร่างกายขาดวิตามิน B
การหุงต้มอาหาร ในความร้อนนานเกินไปทำให้ วิตามิน B ความร้อนทำลาย
ผู้สูงอายุ อาจจะมีการดูด ซึมวิตามิน B ไม่ดี
ผู้ที่ดื่มสุรา เป็นอาจิณ ทำให้วิตามิน B ถูกแอลกอฮอล์ทำลายหมด และวิตามิน B ดูดซึมเข้าไปไม่ได้

โครเมียม(Chromium)
Red leaf

โครเมียมทำหน้าที่อะไร
     โครเมียม เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายเพื่อการเจริญเติบโตที่มีสุขภาพที่ดี มันมีความจำเป็นต่อขบวนการแตกของโมเลกุลโปรตีน ไขมัน และ และยังเป็นที่ร่างกายต้องการ โครเมียม ในปริมาณ 50 – 200 ไมโครกรัมต่อวัน โครเมียม มีส่วนในการช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ (ในขบวนการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต)
     โครเมียม จะกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้เป็นพลังงาน และขบวนการสังเคราะห์กรดไขมัน และ คลอเรสเตอรอล จึงดูเหมือนว่า โครเมียม จะเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลิน และการจัดการกับน้ำตาลกูลโคส ป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ (เพราะว่ามีอินซูลินมากเกินไป) หรือโรค เบาหวาน (เพราะว่ามีอินซูลินน้อยเกินไป)
ประโยชน์ของโครเมียม
     คนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริม โครเมียม เลยหากสามารถรับประทานได้จากอาหารได้อย่างเพียงพอ แต่ทั้งนี้ในปัจจุบันอาหารที่เรารับประทานมักจะผ่านกรรมวิธีมามากจนทำให้สารอาหารต่างๆ รวมทั้ง โครเมียม ถูกขจัดออกไปจากอาหารทำให้ในบางรายอาจจะจำเป็นต้องพิจารณารับประทาน โครเมียม เป็นอาหารเสริม เหมือนกับวิตามินตัวอื่นๆ
ลดระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกาย
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและโรคเบาหวาน
ช่วยเรื่องการลดน้ำหนัก
ใครที่จะขาดโครเมียม
     เนื่องจากคนทั่วไปได้รับ โครเมียม ในปริมาณที่ต่ำกว่าที่ US RDA ได้แนะนำไว้คือ 50 – 200 ไมโครกรัมต่อวัน และ ประมาณ 3 % ของ โครเมียม ในอาหารที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย คนทั่วไปควรได้รับ โครเมียม เป็นอาหารเสริม การที่รับประทานอาหารประเภทน้ำตาล และอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตในปริมาณสูง ก็อาจจะทำให้เกิดการขาดโครเมียม และเร่งให้เกิดโรค เบาหวาน ได้
     พบว่า คนในกลุ่มผู้สูงอายุ นักกีฬา และหญิงมีครรภ์ เป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการขาด โครเมียม มากที่สุด เมื่อร่างกายขาด โครเมียม จะมีอาการต่อไปนี้ คือ มีการเปลี่ยนแปลงระบบการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรค เช่น impaired glucose tolerance, glycosuria, อาการระดับน้ำตาลสูงเมื่ออดอาหาร fasting hyperglycemia, ระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้น และ การทำงานของอินซูลินลดลง (ซึ่งเหล่านี้ล้วนอาการเริ่มต้นของโรคเบาหวาน)
ขนาดที่แนะนำ
ปริมาณที่แนะนำโดยแพทย์ทั่วไป คือ 200 ไมโครกรัมต่อวัน
อาการข้างเคียง
     ในปริมาณที่ โครเมียม วางขายทั่วไป (50 – 300 ไมโครกรัมต่อวัน) ไม่พบว่าก่อให้เกิด อาการเป็นพิษต่อร่างกาย(toxicity) อาหารเสริม โครเมียม อาจจะเพิ่ม หรือเข้าไปช่วยการทำงานของยารักษาโรค เบาหวาน (เช่น อินซูลิน หรือยาลดน้ำตาลอื่นๆ) และอาจทำให้เกิดอาการระดับน้ำตาลต่ำได้ ดังนั้น ผู้ป่วยโรค เบาหวาน จึงควรปรึกษา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่จะทานอาหารเสริม โครเมียม
     โครเมียมส่วนในการช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ (ในขบวนการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต) จะกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้เป็นพลังงาน และขบวนการสังเคราะห์กรดไขมัน และ คลอเรสเตอรอลจะเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลิน และการจัดการกับน้ำตาลกูลโคส ป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ (เพราะว่ามีอินซูลินมากเกินไป) หรือโรค เบาหวาน (เพราะว่ามีอินซูลินน้อยเกินไป)

กรดโฟลิก (Folic acid)
Red leaf

     เป็นวิตามินที่ถูกสังเคราะห์โดยมนุษย์ มีโครงสร้างทางเคมีคล้าย คลึงกับโฟเลต (Folate) ซึ่งเป็นวิตามินที่มีในธรรมชาติ บางครั้งเราจะได้ยินคำว่า ’วิตามิน-เอ็ม หรือ วิตามิน-บี 9’ ขอให้เข้าใจว่าเป็นชื่อเดียวกับกรดโฟลิก เมื่อได้รับกรดโฟลิก ร่างกายจะเปลี่ยนโครงสร้างวิตามินนี้ให้กลายเป็นโฟเลตซึ่งเป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ด้วยโฟเลตช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์และซ่อมแซมสารพันธุกรรมหรือดี-เอ็น- เอ (DNA) ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปถึงการแบ่งเซลล์ของร่างกายรวมถึงการเจริญเติบโตโดย เฉพาะอย่างยิ่งในเด็กทารกหญิงตั้งครรภ์ สำหรับเด็กทั่วไป วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ก็ยังมีความจำเป็นต้อง ได้รับโฟเลตอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรง โฟเลตมีส่วนสำคัญในการ สร้างเม็ดเลือดแดงและป้องกันโรค/ภาวะโลหิตจาง
อาการขาดโฟเลต จะก่อให้เกิดความผิดปกติในร่างกาย
กระทบต่อการสร้างเซลล์ประสาทของทารกในครรภ์
สำหรับหญิงตั้งครรภ์หากขาดโฟเลตจะมีอาการดังนี้
รู้สึกสับสน ความจำเสื่อม ซึมเศร้า เกิดแผลในปากหรือแผลในกระเพาะอาหารได้ง่าย ปวดศีรษะ ใจสั่น เป็นต้น
สำหรับคนทั่วไปหากขาดวิตามินนี้ อาจพบอาการท้องเสีย มีภาวะโลหิตจาง รวมถึงการสัง เคราะห์สารพันธุกรรม เช่น ดี-เอ็น- เอ บกพร่อง และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ได้ กรดโฟลิกถูกดูดซึมได้ดีจากลำไส้เล็ก เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดจะจับตัวกับโปรตีนและถูกลำ เลียงไปสะสมที่อวัยวะตับ จากนั้นจะถูกเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีอีกครั้งก่อนที่เลือดจะนำไป เลี้ยงที่อวัยวะต่างๆของร่างกาย กรดโฟลิกใช้เวลาประมาณ 0.5 - 1 ชั่วโมงในการออกฤทธิ์และทำหน้าที่ของตัวมัน กรดโฟลิกเป็นวิตามินที่ละลายได้ดีในน้ำ จึงไม่ค่อยพบปัญหาของการสะสมในร่างกายเพราะจะถูกขับออกมากับปัสสาวะ ถึงแม้จะดูว่ากรดโฟลิกเป็นวิตามินที่มีประโยชน์และค่อนข้างปลอดภัย แต่การใช้ขนาดที่เหมาะสมถูกต้อง ควรต้องอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์
สรรพคุณของกรดโฟลิก
รักษาภาวะโลหิตจาง ประเภท Megaloblastic anemia อันมีสาเหตุจากการขาดโฟเลต
เสริมสร้างและป้องกันการขาดโฟเลตในหญิงตั้งครรภ์ ทารก และเด็ก
ภาวะร่างกายขาดกรดโฟลิก
ในผู้ใหญ่ รับประทาน 400 - 800 ไมโครกรัม วันละครั้ง
ในเด็กทารก รับประทาน 0.1 มิลลิกรัม วันละครั้ง
เด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี รับประทานได้ถึง 0.3 มิลลิกรัม วันละครั้ง
เด็กอายุ 4 ปีขึ้นไป รับประทาน 0.4 มิลลิกรัม วันละครั้ง
การเสริมวิตามินในเด็ก
เด็กอายุ 1 -3 ปี รับประทานครั้งละ 150 ไมโครกรัม วันละครั้ง
เด็กอายุ 4 - 8 ปี รับประทานครั้งละ 200 ไมโครกรัม วันละครั้ง
เด็กอายุ 9 - 13 ปี รับประทานครั้งละ 300 ไมโครกรัม วันละครั้ง
เด็กอายุ 14 ปีขึ้นไป รับประทานครั้งละ 400 ไมโครกรัม วันละครั้ง
     โฟเลตซึ่งเป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ด้วยโฟเลตช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์และซ่อมแซมสารพันธุกรรมหรือดี-เอ็น- เอ (DNA) ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปถึงการแบ่งเซลล์ของร่างกายรวมถึงการเจริญเติบโตโดย เฉพาะอย่างยิ่งในเด็กทารกหญิงตั้งครรภ์ สำหรับเด็กทั่วไป วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ก็ยังมีความจำเป็นต้อง ได้รับโฟเลตอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรง โฟเลตมีส่วนสำคัญในการ สร้างเม็ดเลือดแดงและป้องกันโรค/ภาวะโลหิตจาง

ดีไบโอติน (D-Biotin)
Red leaf

     ไบโอติน (Biotin) หรือ วิตามินบี7 (Vitamin B7) หรือ วิตามินเอช (Vitamin H) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำซึ่งมีซัลเฟอร์เป็นส่วนประกอบ และจัดอยู่ในกลุ่ม วิตามินบีรวม มีหน่วยวัดเป็นไมโครกรัม (มคก. หรือ mcg.) โดยมีส่วนสำคัญในการเผาผลาญไขมันและ โปรตีน และการสังเคราะห์กรดแอสคอร์บิกต้องใช้ไบโอตินเป็นตัวช่วย โดยแบคทีเรียในลำไส้ก็สามารถสังเคราะห์ไบโอตินได้ สำหรับประโยชน์โดยรวมจะช่วยรักษาสุขภาพผิวพรรณ เส้นผม และเล็บ แหล่งที่พบไบโอตินตามธรรมชาติ ได้แก่ ตับวัว ไข่แดง นม แป้งถั่วเหลือง เนย ถั่วลิสง บริเวอร์ยีสต์ ข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี เป็นต้น โรคจากการขาดไบโอติน ได้แก่ ผมร่วง ซึมเศร้า เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย หมดเรี่ยวแรง การเผาผลาญไขมันทำงานไม่สมบูรณ์ เป็นผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณหน้าและตัว ผลเสียของการรับประทานเกินขนาด ปัจจุบันยังไม่พบผู้ที่มีอาการเป็นพิษจากการรับประทานไบโอตินเกินขนาดติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และศัตรูของไบโอติน ได้แก่ ไข่ขาวดิบ (เพราะมีอะวิดิน ซึ่งเป็นตัวขัดขวางการดูดซึมของวิตามินเอชหรือไบโอติน) น้ำ แอลกอฮอล์ ยาในกลุ่มซัลฟา ฮอร์โมนเอสโตรเจน และกระบวนการแปรรูปอาหาร
ประโยชน์ของไบโอติน
ไบโอติน ช่วยป้องกันผมหงอกได้ดี
ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ
ช่วยในการเผาผลาญไขมันและโปรตีน
ช่วยป้องกันและรักษาโรคเกี่ยวกับเส้นผมและหนังศีรษะล้าน
ช่วยบรรเทาอาการผื่นผิวหนังอักเสบ ผดผื่นคันต่าง ๆ
ช่วยป้องกันและบำรุงรักษาเล็บที่แห้งเปราะ
คำแนะนำในการรับประทานโมลิบดีนัม
ไบโอตินในรูปแบบอาหารเสริม มีขนาดรับประทานทั่วไปตั้งแต่ 25 – 300 ไมโครกรัม ต่อวัน โดยมักจะรวมอยู่อาหารเสริมประเภทวิตามินบีรวม และ วิตามินรวม ทั่วไป
ขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 100 – 300 ไมโครกรัม
ไข่ดิบจะลดการดูดซึมของวิตามินเอช
หากรับประทานเครื่องดื่มปั่นโปรตีนสูงที่มีไข่ดิบผสมอยู่ ควรรับประทานไบโอตินเสริม
ผู้ที่รับประทานยาปฏิชีวนะหรือยาในกลุ่มซัลฟา ควรรับประทานไบโอตินเพิ่มอย่างน้อย 25 ไมโครกรัม ต่อวัน
ผู้ที่มีปัญหาผมร่วง การรับประทานไบโอตินก็เป็นทางออกที่ดี
ขณะตั้งครรภ์ ระดับของไบโอตินจะลดลง คุณควรรับประทานไบโอตินเสริม
การรับประทานไบโอติน 300 ไมโครกรัม ทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน สามารถรักษาอาการเล็บแห้ง ฉีก เปราะได้ โดยหากอาการดีขึ้นค่อยปรับลดขนาดลง
ไบโอติน หรือ Vitamin H จะทำงานเสริมซึ่งกันและกันกับวิตามินบี1 วิตามินบี3 วิตามินบี6 และวิตามินเอ ได้เป็นอย่างดี

**แหล่งอ้างอิง : หนังสือวิตามินไบเบิล (ดร.เอิร์ล มินเดลล์)
เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟรินน์.com

 
10 เหตุผลง่ายๆที่คุณควรทาน Bijo
 
  โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน แร่ธาตุ ไขมันน้อย ผ่าน อย. ประหยัดเวลา อิ่มท้อง ราคาถูก ไม่โยโย่
อาหาร CleanFood
อดอาหาร
ยาลดความอ้วน
น้ำ De-tox